แพทย์แผนไทย
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การแพทย์ทางเลือกได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะ การแพทย์แผนไทย (Traditional Thai Medicine) และ การแพทย์แผนไทยประยุกต์ (Applied Thai Traditional Medicine) ซึ่งถูกบรรจุให้เป็นระบบการแพทย์ที่มีการรับรองอย่างเป็นทางการในประเทศไทย
แต่หลายคนยังไม่เข้าใจชัดเจนว่า ทั้งสองศาสตร์นี้แตกต่างกันอย่างไร บทความนี้จะอธิบายให้ครบถ้วน สอบถามความรู้เพิ่มเติมได้ที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
Traditional Thai Medicine
แพทย์แผนไทยดั้งเดิม คืออะไร
แพทย์แผนไทย (Traditional Thai Medicine: TTM) คือ การแพทย์ที่สืบทอดภูมิปัญญามาจากบรรพบุรุษไทย ใช้แนวคิดพื้นฐานเรื่องธาตุทั้งสี่ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) และความสมดุลของพลังงานในร่างกายในการวินิจฉัยและรักษาโรค
การแพทย์แผนไทยในอดีตนั้น > คือการใช้วิชาความรู้ทางด้านการรักษาโรคภัยไข้เจ็บดั้งเดิมของไทยที่มีใช้มายาวนานนับร้อยปี ซึ่งอาจจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น มีการนำสมุนไพรมาประกอบเป็นยารักษาโรค ถึงแม้จะมีวิชาแพทย์แผนตะวันตกเข้ามาในสมัยโบราณ ก็มิได้มีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงแนวทางการรักษา เพราะแพทย์แผนไทยยังคงมีความเชื่อในตำราที่ได้ร่ำเรียนมาจากครูแพทย์หรือจากในตระกูล แต่ก็อาจจะนำแนวทางแบบตะวันตก อินเดีย หรือแบบจีน มาปรับใช้ ทั้งนี้เพื่อประสิทธิผลในการรักษาให้ผู้ป่วยบรรเทาและหายจากโรคภัยไข้เจ็บ โดยอาจผสมผสานไปกับการรักษาทางพุทธ การสวดมนต์ว่าคาถา รดน้ำมนต์ รวมทั้งด้านไสยศาสตร์ หมอผี ตามความเชื่อในแต่ละท้องถิ่น
วินิจฉัยแบบองค์รวม
มองร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อมเป็นองค์รวม ไม่แยกส่วน
วิธีการรักษา
ใช้สมุนไพรไทย ร่วมกับการนวดแผนไทย และการกดจุด และมีการประคบสมุนไพร–อบสมุนไพร นอกจากนี้มีการปรับอาหารและการใช้ฤทธิ์สมุนไพรตามธาตุเจ้าเรือน
Applied Thai Traditional Medicine
แพทย์แผนไทยประยุกต์ (ATTM) แตกต่างอย่างไร?
แพทย์แผนไทยประยุกต์ (Applied Thai Traditional Medicine: ATTM) คือการต่อยอดจากแพทย์แผนไทย โดย ผสมผสานความรู้แผนไทยดั้งเดิมเข้ากับหลักวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่คือผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการเรียนในระบบมหาวิทยาลัย ได้รับทั้งองค์ความรู้ด้านภูมิปัญญาไทยดั้งเดิมและวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ ทำให้สามารถให้บริการด้านสุขภาพได้อย่างปลอดภัยและมีมาตรฐาน โดยต้องมี ใบประกอบโรคศิลปะ ที่ออกโดยกระทรวงสาธารณสุข เพื่อยืนยันความถูกต้องตามกฎหมาย
เรียนการสอนแบบระบบมหาวิทยาลัย
ต้องผ่านการศึกษาในระดับปริญญาตรี เช่น คณะการแพทย์แผนไทย, การแพทย์แผนไทยประยุกต์ (4–6 ปี)
มีใบประกอบโรคศิลปะ
ที่ออกโดยกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ประกอบวิชาชีพถูกต้องตามกฎหมาย
วิธีการรักษา
ใช้ศาสตร์ผสมผสานสมุนไพรไทย + การนวดไทย ความรู้กายวิภาค สรีรวิทยา และการแพทย์สมัยใหม่ สามารถทำงานร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันได้
หนึ่งในบทบาทที่เห็นได้ชัดคือ การดูแลคุณแม่หลังคลอด แพทย์แผนไทยประยุกต์มักถูกเลือกให้เป็นผู้ดูแลการอยู่ไฟหลังคลอด การนวดกระชับหน้าท้อง และการนวดเปิดท่อน้ำนม เทคนิคเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการใช้ความร้อนหรือการนวดอย่างเดียว แต่เริ่มจากการประเมินร่างกายอย่างละเอียด เช่น ตรวจความดันโลหิต สังเกตอาการแผลฝีเย็บหรือแผลผ่าคลอด ก่อนออกแบบการดูแลที่เหมาะสม ทำให้คุณแม่ได้รับทั้งความปลอดภัยและประโยชน์จากศาสตร์การแพทย์แผนไทยอย่างแท้จริง
อีกตัวอย่างคือ การรักษาอาการออฟฟิศซินโดรม ซึ่งเป็นปัญหาที่คนทำงานจำนวนมากเผชิญอยู่ทุกวัน แพทย์แผนไทยประยุกต์จะใช้การนวดไทยเชิงการแพทย์ ร่วมกับการกดจุดตามเส้นประธานสิบ เพื่อคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเกร็ง บางรายอาจใช้ลูกประคบสมุนไพรช่วยเสริม ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ลดอาการปวดคอ บ่า ไหล่ได้อย่างเป็นรูปธรรม ความแตกต่างคือการนวดเหล่านี้มีพื้นฐานกายวิภาคและสรีรวิทยารองรับ ไม่ใช่เพียงการนวดเพื่อผ่อนคลาย แต่เป็นการนวดที่แก้ไขต้นเหตุของอาการ

พท.ป. ณภัดทษร ลีหนันทกุล (หมอเจิน)
เป็นแพทย์แผนไทยประยุกต์ที่มีประสบการณ์การทำงานในหน่วยงานของรัฐ โดยเคยปฏิบัติหน้าที่ ณ คลินิกแพทย์แผนไทย ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพแผนไทยฯ กรมสุขภาพจิต และดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าศูนย์ฯ หน่วยบริการแพทย์แผนไทยสงขลานครินทร์-ภูเก็ต โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน